26 กันยายน 2565

การเรียนครั้งที่ 12

 การเรียนครั้งที่ 12

สรุปการพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพมี 2 ปัจจัย คือ

1. ปัจจัยด้านพันธุกรรม กำหนดขีดความสามารถและแนวโน้มของการพัฒนา
2. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม  มีอิทธิพลหลายอย่างเช่นโภชนาการ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม รูปแบบการเลี้ยงดู 

พัฒนาการของเด็กที่ว่าดี ต้องเริ่มต้นจากครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูการปลูกฝังค่านิยม ความรัก คุณค่าของชีวิต เด็กจะดีต้องมีการฝึกสอนใน ด้านคุณธรรม การมีระเบียบวินัยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การเสียสละและเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน

ในคริสตศักราช 1967 ได้ศึกษาเด็กก่อนวัยเรียนและผู้ปกครองของเด็กโดยสังเกตพฤติกรรมของเด็กทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน ด้วยสามารถแบ่งออกเป็น 2 มิติ
1. มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา บิดาบางคนมีมาตรฐานกำหนดไว้ เช่นมาตรฐานสูง  จะมีการกำหนดให้เด็กมีมาตรฐานที่สูงขึ้น แต่ถ้าไม่มีมาตรฐานที่สูงเด็กก็จะไม่มีความพยายาม
2.มิติการตอบสนองความรู้สึกของเด็ก  บิดามารดาบางคนตอบสนองเด็กและยอมรับเข้าใจตอบสนองความต้องการของเด็กด้วยดี

Baumrind เขาได้ผสมผสาน 2 มิติดังกล่าวและจัดรูปแบบของการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบดังนี้
1 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ผู้ปกครองได้มีการสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการวุฒิภาวะของเด็กโดยอนุญาตและให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะในขณะเดียวกันผู้ปกครองก็กำหนดขอบเขตพฤติกรรมของเด็กที่พอดี ในขณะเดียวกันผู้ปกครองให้ความรักความอบอุ่นเอาใจใส่ต่อเด็กเปิดโอกาสให้เด็ก
2.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม มีการกำหนดเกณฑ์อย่างเข้มงวดเด็กไม่มีการตอบสนองความต้องการของเด็กโดยตรงผู้ปกครองมักมีการเข้มงวด
3.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ  ผู้ปกครองจะตามใจเด็กปล่อยเด็กไม่มีขอบเขตกำหนดบิดามารดาจะให้ความอบอุ่นและตอบสนองความต้องการของเด็กเสมอ
4.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ผู้ปกครองจะไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนองความต้องการของเด็กเพิกเฉยปฏิเสธ 

การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ในไทย
ได้มีการวิจัยใหม่ในพ.ศ 2528-2542 โดยมีทั้งหมด 99 ข้อซึ่งประกอบด้วยข้อกระทงที่ประเมินรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู 4 รูปแบบโดยแต่ละรูปแบบประกอบด้วยลักษณะคำสำคัญ 8 ประการ
1 รูปแบบการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่
1 เรียกร้องพฤติกรรมที่เหมาะสมกับวัย 
2 กำหนดกฎระเบียบและวินัย 
3 กระตุ้นให้ปฏิบัติตามกฎ 
4 อบอุ่นรักสนับสนุน 
5 มีการสื่อสาร 2 ทางที่ชัดเจน 
6 ส่งเสริมให้เป็นตัวของตัวเองและพึ่งตนเอง
7เสร็จเคารพในสิทธิทั้งของพ่อแม่และเด็ก 
8 ให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ
2 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม
1 เรียกร้องมาก
2 ตั้งมาตรฐานชัดเจน 
3 ให้ความสำคัญในการเชื่อฟัง 
4 ให้ความอบอุ่นน้อย
5 ไม่สนับสนุนการสื่อสาร 2 ทาง 
6 จำกัดความเป็นอิสระและความเป็นตัวของเด็กเอง 
7 อคติตามความต้องการของพ่อแม่ 
8 ข่มขู่และลงโทษ
3 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ
1 หลีกเลี่ยงการเรียกร้อง 
2 มีข้อกำหนดและกฎเกณฑ์น้อย 
3 อดทนและยอมรับพฤติกรรมไม่เป็นไปตามวัยไม่ขัดใจ 
4 ให้ความอบอุ่นพอประมาณและเกี่ยวข้องน้อย
5เด็กมีบทบาทในการสื่อสารมากกว่าพ่อแม่ 
6 ยอมรับการตัดสินใจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความไม่มีวุฒิภาวะของเด็ก 
7 ลำเอียงเข้าข้างเด็ก 
8 ลงโทษน้อย
4 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง
1 ไม่เรียกร้อง 
2 ไม่มีกฎเกณฑ์และไม่ใส่ใจ 
3 ทอดทิ้งปฏิบัติไม่ดี 
4 ห่างเหินทางอารมณ์ 
5 มีการสื่อสารน้อย 
6 ให้เด็กมีอิสระโดยไม่มีการสนับสนุนจากพ่อแม่ 
7 ความต้องการของพ่อแม่เป็นใหญ่
8 ทำร้ายร่างกายและจิตใจ

งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind
1 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว
ต่างประเทศ
การอบรมแบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์การปรับตัวที่ดีของเด็กและวัยรุ่นมากที่สุดในขณะที่การเลี้ยงดูแบบโทษทิ้งมีการปรับตัวไม่ดีกับเด็กและวัยรุ่น
ประเทศไทย
ตกลงเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีการปรับตัวด้านครอบครัวได้ดีกว่า มีลักษณะคล้ายกับการวิจัยต่างประเทศ
2 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทางสังคม
ต่างประเทศ
-แบบการเอาใจใส่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีทางสังคมให้ความร่วมมือมีความคิดสร้างสรรค์มีความเป็นผู้นำ
-แบบควบคุมมีรูปที่โกรธง่ายก้าวร้าวไม่มีความเป็นผู้นำไม่เป็นตัวของตัวเอง
-แบบตามใจเด็กจะมีความสามารถทางสังคมต่ำ 
-แบบทอดทิ้งพบว่าเด็กจะมีปัญหาด้านการเรียนปัญหาพฤติกรรม เช่น ติดยาเสพติด
ประเทศไทย
เพชรรัตน์ จันทศ แบบดูแลเอาใจใส่มีพฤติกรรมให้ความร่วมมือสูง

กตัญชลี ณรงค์ราช วิจัยวัยรุ่นที่ทำความผิดตามกฎหมายจะมีตัวแปร 6 ตัวแปรคือ 
1 ระดับการศึกษา 
2 รายได้ครอบครัว 
3 การคบเพื่อน 
4 การอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง 
5 อบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ 
6 พ่อแม่อยู่ร่วมกัน

พัชราวลัย ศิลป การวิจัยของเด็กมปลายโดยมีตัวแปร 4 ตัวแปรคือ
1 การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่
2 การอบรมเลี้ยงดูแบบใช้อำนาจควบคุม 
3 เพศ 
4 การรับรู้ข่าวสารประชาธิปไตย

สรุปคือการวิจัยทั้งต่างประเทศและในประเทศไทยมีลักษณะสอดคล้องกัน

3 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์
การเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่จะมีความมั่นคงทางอารมณ์มีเหตุผลหนักแน่นควบคุมและปรับตัวได้ดีเฉลียวฉลาดทางอารมณ์
การอบรมเลี้ยงดูกับความวิตกกังวลมักพบในกลุ่มที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบควบคุมมีความวิตกกังวลสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่
การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีพฤติกรรมการคิดถึงบ้านโดยมีอารมณ์คิดถึงบ้านรุนแรงกว่านักเรียนที่เลี้ยงดูแบบควบคุม
การเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งมักมีการคิดถึงบ้านมากกว่าการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่

สรุปการวิจัยทางต่างประเทศและในประเทศไทยมีการสอดคล้องกัน

4 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการกำกับตัวเอง
แบบการอบรมเอาใจใส่พบว่ามีการให้ความรักและสนับสนุนให้ความอบอุ่น
แบบควบคุมและแบบตามใจมีการเรียนรู้แบบกำกับตัวเองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง

5 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์
การวิจัยวัยรุ่นตอนกลางมีตัวแปร 3 ตัวจาก 6 ตัว
หนึ่งยอมรับของกลุ่มเพื่อน
2 รูปลักษณ์ทางกาย
3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ส่วนอีก 3 ตัวแปรที่ไม่สัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง
1 เพศ 
2 สถานะเศรษฐกิจและสังคม 
3 รูปแบบการเลี้ยงดู



***นางสาวอทิตยา สนามดี เลขที่ 8 รหัสนักศึกษา : 6511204619***

19 กันยายน 2565

การเรียนครั้งที่ 11

 การเรียนครั้งที่ 11


วันนี้เตรียมอุปกรณ์มาทำสื่อ มีอุปกรณ์ ดังนี้

1.ขวดน้ำ

2.กระดาษสี

3.กรรไกร

4.กาวสองหน้า

5.เชือก

6.หลอด

7.ตะเกียบ

          ของเล่นที่ทำกันก็คือ หุ่นเชิด ทุกคนช่วยการทำ ตัดกระดาษสี เเปะตามรูป ใช้เชือกร้อยเข้ากับหลอด ตกเเต่งให้สวยงาม ได้ม้าหุ่นเชิดตามภาพ



***นางสาวอทิตยา สนามดี เลขที่ 8 รหัสนักศึกษา : 6511204619***





12 กันยายน 2565

การเรียนครั้งที่ 10

 การเรียนครั้งที่ 10



ออกเเบบการทำสื่อของเล่นจากขวดน้ำ ในกลุ่มมี 4 คน ช่วยกันคิดทำสื่อของเล่นเด็ก 1-3 ขวบ 

สำหรับ 1 ขวบ เราก็ได้สื่อของเล่น คือ พายุทอร์นาโด

สำหรับ 2 ขวบ เราก็ได้สื่อของเล่น คือ กังหันลม

สำหรับ 3 ขวบ เราก็ได้สื่อของเล่น คือ หุ่นเชิด

พอได้เเบบ ก็เลือกมา 1 อย่างที่จะทำ เราก็เลือก หุ่นเชิด เเล้วอาทิตย์ต่อไปก็เตรียมของมาทำ



***นางสาวอทิตยา สนามดี เลขที่ 8 รหัสนักศึกษา : 6511204619***


06 กันยายน 2565

การเรียนครั้งที่ 9

การเรียนครั้งที่ 9



     วันนี้อาจารย์ให้เข้าเเถว เเละทำกิจกรรมให้จิตใจสงบ เเละอาจารย์ก็ร้องเพลงให้ฟัง เพลงเกี่ยวกับการสอนให้เด็กได้รู้จักการเข้าเเถว โดยการใช้เสียงร้องเพลงให้เด็กเข้าเเถวด้วยความเร็วขึ้นเเละไม่วุ่นวาย เสร็จจากเข้าเเถวก็เข้ากลุ่มเดิมจากครั้งที่เเล้ว นำงานจากครั้งที่เเล้วมาทำลงในกระดาษที่อาจารย์ให้ สรุปย่อให้น้อยกว่าเดิม ตามความเข้าใจของเรา ทำเป็นมายเเมพ เเก้ไปหลายรอบมาก เเต่ก็ได้ส่งตามที่อาจารย์ต้องการ 


***นางสาวอทิตยา สนามดี เลขที่ 8 รหัสนักศึกษา : 6511204619***